ยา statin คืออะไร

  • ยา statin  คืออะไร
    ยาเปลี่ยนโลก

สวัสดีครับ  ปัจจุบันประเทศไทยของเราของเรา กำลังเข้าสู่ยุคที่มีประชากรผู้สูงอายุ เป็นจำนวนมาก  และจะมากขึ้นในอนาคต   โดย ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี ถึง  ประมาณ  10  ล้านคน   คิดเป็น 15 %ของประชากรทั้งหมด   การที่ประชากรมีอายุยืนนานมากขึ้นเพราะการแพทย์สมัยใหม่  มีงานวิจัย ทั้งยา   วัคซีน   เครื่องมือแพทย์  อาหารทางการแพทย์   และเวชภัณฑ์  มากมายที่ช่วยพยุงให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น

ในช่วง ร้อยกว่าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การค้นพบ ยากลุ่ม  และ  ASPIRIN  โดย เอ็ดเวิร์ด สโตน แห่ง มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ ค้นพบส่วนประกอบของแอสไพรินครั้งแรกจากเปลือกต้นวิลโลว์ใน พ.ศ. 2306 และต่อมา  พ.ศ. 2442  บริษัทไบเออร์ได้สกัดยาและจดสิทธิบัตรยาตัวนี้โดยใช้ชื่อการค้าว่า “แอสไพริน”  ออกวางขายแพร่หลาย ซึ่งตอนนั้นผลิตมาเพื่อขายโรคไขข้ออักเสบ  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยารักษาโรคหัวใจและหลอดลือด อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และยา อีกตัวที่สำคัญนั่นคือ ยา   penicillin  ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ ตัวแรกของโลก  ที่ค้นพบโดย    อเล็คซานเดอร์ เฟลมมิง (Alexander Fleming)  เมื่อวันที่  28 กันยายน พ.ศ. 2471   ซึ่งยา ทำให้อัตราตายจากโรคติดเชื้อลดลง  ผู้คนต่างมีอายุไขเฉลี่ยยาวนานมากขึ้น  หากใครป่วยแล้วเคยกินยา amoxycillin  หรือ cloxacillin  นั่นแหละครับ  เป็นอนุพันธ์ของยากลุ่ม pencillin
และเมื่อไม่กี่ สิบปีที่ผ่านมา  ยากลุ่มสแตติน(  statin) ซึ่งเป็นยาลดไขมันก็ถูกค้นพบครั้งแรกโดย   Dr.  Akira  Endo  ชาวญี่ปุ่น   โดยเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการค้นพบ penicillin  จากเชื้อรา penicillium  เขามีความเชื่อว่าเชื้อราน่าจะสร้างสารที่ยับยั้งการสร้าง   cholesterol  ของแบคทีเรียได้และอาจนำมาใช้ยับยั้งการสร้างไขมันในคนได้
จนในที่สุด  ในปี 1972 เขาก็พบ  สารที่สร้างจากเชื้อรา peniclllium citrinum   ที่ขึ้นในตัวอย่างข้าวที่เก็บจากร้านในเกียวโต  เขาตั้งชื่อมันว่า compactin  หรือ  mevastatin   ซึ่งสารตัวนี้สามารถยับยั้งเอนไซม์   HMG-CoA  reductase ในคน  และสามารถลดระดับ cholesterol ในผู้ป่วยที่ไขมันสูงมากจากกรรมพันธุ์(  familial hypercholesterolnemia  )  โดยลดลงจาก  1000 mg% เหลือ  700 mg %  แต่ก็พบว่าสารตัวนี้ทำให้ตับอักเสบ  และมีปัญหากับกล้ามเนื้อผู้ป่วย  และมีปัญหาผลแทรกซ้อนอีกหลายอย่างจนในที่สุด ยาตัวนี้ก็ได้ถูกยุติงานวิจัยลง  ต่อมาในปี  พ.ศ.2522  Dr.Endo  เขาได้ ค้นพบว่าข้าวยีสต์แดง  นั้นมีเชื้อรา   Monascus   ruber

monascus
ภาพเชื้อรา monascus.spp
ข้าวยีสต์แดง
ข้าวยีสต์แดง

ซึ่งสามารถสร้างสารที่ชื่อว่า monacolin K    ซึ่งในที่สุด  ก็ได้มาเปลี่ยน  เป็นยาลดไขมันตัวแรกของโลก มีชื่อว่า lovastatin   ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไขมันผ่าน การยับยั้ง เอนไซม์   HMG-CoA  reductase    และเมื่อทดลองในผู้ป่วย   ผู้ป่วยก็ทนยาได้ดี   จนในที่สุด FDA อเมริกาก็ได้ขึ้นทะเบียยนยาให้ใช้ได้กับคนทั่วไป ในปี   พ.ศ. 2530    ก่อนที่ lovastatin ได้รับการพัฒนาต่อ  มาเป็น  simvastatin   ที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบัน
ถึงแม้นว่าจะรู้ว่ายากลุ่ม สแตติน (statin)  นั้นลดไขมันได้  และมีงานวิจัยมากมายหลายงานวิจัย สรุปผลว่ามีแนวโน้มลดอัตราการเสียชิวิต จากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้  แต่งานวิจัยที่โดดเด่นและจุดพลุว่า แน่นอน ว่า  ยากลุ่ม statin  นั้นสามารถลดอัตราการเสียชิวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้  คืองานวิจัย heart protection study ลงตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ 2 ฉบับในปี 2542  และ พ.ศ.2545   หรือประมาณ 13 ปีที่แล้ว  ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่เสี่ยงสูงเช่นมีความดันโลหิตสูง  เป็นเบาหวาน  หรือ  มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจอยู่แล้ว    ทำการศึกษาในผู้ป่วย  2  หมื่นกว่าคน โดยที่ระดับ  LDL-C (ไขมันเลว) ของผู้ถูกวิจัย อยู่ที่ 131 mg% ได้รับการรักษาด้วย simvastatin 40 mg  เป็นเวลา 5  ปี
ผลปรากฏว่าสามารถลดไขมันเลวได้ 30  %   และสามารลดอัตราการตายจากทุกสาเหตุได้ 13%  ลดอัตราการตายจากโรคหลอดเลือดได้ 17 %   ลดอัตารการเกิดเส้นเลือดอุดตันในสมอง(stroke) 25 %    และจากการศึกษานี้ยังพบอีกว่า การกิน วิตามินบางชนิด  vitamin E, vitamin C and beta carotene  เป็นประจำไม่ได้ลดอัตราการตายหรือลดอัตราการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจแต่อย่างใด  พูดง่ายๆ ก็คือ  ผู้ป่วยที่ปัจจัยเสี่ยงเช่นเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ   และมีภาวะไขมันในเลือดสูง   การกินยาลดไขมัน  นั้นย่อมดีกว่าการกินวิตามินซี หรือวิตามีนอี  เป็นประจำ

และนั่นเป็นช่วงยุคบุกเบิกพัฒนายาลดไขมัน  ก่อนที่จะมียาลดไขมันกลุ่มนี้ตามมาอีกหลายตัว
แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่ายาแล้ว   ย่อมมีทั้งคุณและโทษ    หากใช้ไม่ถูกวิธี    หรือใช้ไม่ตรงกับบุคคลที่ตรงกับงานวิจัย  ก็ย่อมเกิดโทษได้    จึงต้องมีการควมคุมและสังเกตุผลข้างเคียงของยา  โดยแพทย์ หรือเภสัชกร

คงไม่ อยากเชื่อใช่มั้ยครับ  ว่า   ยาที่ช่วยรักษาคนเรานั้น  จริงๆ  แล้ว  ก็มาจากสังเกตจากธรรมชาตินั่นเอง ในที่นี้  คือ  ได้มาจาก  เชื้อรา  นั่นเอง     แล้วอาศัยจินตนาการสังเคราะห์  วิเคราะห์  ตั้งสมติฐาน  แล้วทดลอง  จนสำเร็จ
การจินตนาการ ต่อยอดความรู้  นั้นสำคัญมาก ซึ่งผมไม่ค่อยเห็นส่วนนี้ในคนไทย     ยาพิษ  หากคิดเป็นก็   สามารถเปลี่ยนได้  แม้กระทั่ง    ยาพิษ  ขนาดฆ่าวัวทั้งตัวได้ แล้วเอามาปรับเปลี่ยนรักษาชีวิตมนุษย์ได้   ซึ่งผมจะกล่าวถึงเรื่องต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s